ผลสำรวจพบว่าคนจำนวน 77% มีความกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา และ 50% ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขอนามัย

  • มีการล้างมือเพื่อสุขอนามัยที่ดี และหลีกเลี่ยงการเดินทางเพื่อลดความเสี่ยง
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัย Dr. Lisa Ackerley สนับสนุนให้มีการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการล้างมือเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ
  • องค์กรด้านสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถือเป็นกลุ่มบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ
  • ข้อเท็จจริงหลายประการหักล้างความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคระบาดนี้

ประชากรจำนวนไม่น้อย (อาจสูงถึง 50%) กล่าวว่า พวกเขาได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 เช่น การหมั่นล้างมือ การหลีกเลี่ยงพื้นที่สาธารณะและลดการเดินทาง ผลสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจความคิดเห็นในหลายประเทศที่จัดทำขึ้นโดย Harris Interactive และ RB บริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่าย Dettol และ Lysol

 

ผลสำรวจพบว่า

54% มีการล้างมือบ่อยขึ้น

44% หลีกเลี่ยงสถานที่มีผู้คนหนาแน่น

41% ใช้เจลล้างมือบ่อยขึ้น

34% ใส่หน้ากากอนามัยบ่อยขึ้น

32% อยู่บ้านมากขึ้น

31% หลีกเลี่ยงการเดินทาง

 

ผู้คนจำนวนมาก (95%) ดูแลตนเองจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส แต่ระดับความกังวลในแต่ละบุคคลในต่างสถานที่นั้นต่างกัน คนทั่วโลก 66% มีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและบุคคลในครอบครัว และประเทศที่อยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของไวรัสเช่น อินเดีย มาเลเซีย ไทย และจีน แสดงความกังวลต่อการติดเชื้อสูงมากที่สุดตามลำดับ (92%, 91%, 86%, 84%) โดยมีรายงานว่าประชากรในประเทศเหล่านี้มีการแสดงออกต่อความกังวลนั้นชัดเจนมากผ่านการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อด้วยการล้างมือ

ผู้ตอบคำถามชาวอังกฤษและเยอรมันกลับเป็นกลุ่มที่มีความกังวลต่อเชื้อไวรัสในระดับต่ำที่สุด และยังไม่มีรายงานการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นการล้างมือ (35% ของชาวอังกฤษ, 40% ของชาวเยอรมัน) การใช้เจลอนามัย (26% ของชาวอังกฤษ, 26% ของชาวเยอรมัน) หรือแม้แต่การใส่หน้ากากอนามัย (6% ของชาวอังกฤษ, 5% ของชาวเยอรมัน) ทั้งนี้ประชากรส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสุขอนามัยที่ดีจะช่วยปกป้องพวกเขาได้ โดยเฉพาะประชากรจากกลุ่มประเทศที่มีการติดเชื้อโควิด-19 สูง

Dr. Lisa Ackerley กล่าวว่า ในขณะที่ผลสำรวจแสดงข้อมูลว่ามีคนจำนวนไม่น้อยกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ข้อมูลที่พบยังระบุว่าคนส่วนใหญ่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขอนามัยเช่นการล้างมือมากขึ้น การหมั่นล้างมือไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องคนจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาแต่ยังเป็นเกราะป้องกันพวกเขาจากการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจและทางเดินอาหารอีกด้วย

ผลสำรวจนี้พบว่าเพศหญิงและชายมีความแตกต่างกันด้านทัศนคติ และพฤติกรรม โดยที่ผู้หญิง (57%) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาล้างมือให้บ่อยขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ชาย (51%) ในขณะที่ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการปรับพฤติกรรมการล้างมือน้อยที่สุด

Dr. Ackerley สนับสนุนการสร้างอุปนิสัย “การล้างมือเมื่อถึงที่หมาย” ที่ให้ความสำคัญกับการล้างมือทุกครั้งเมื่อถึงที่หมายใดๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น เมื่อคุณถึงบ้าน ถึงที่ทำงาน ร้านอาหาร หรือยิม นี่เป็นโอกาสที่จะช่วยเตือนคุณให้ล้างมือ การเก็บมือของคุณให้ห่างจากใบหน้าเมื่อเดินทางก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไวรัสจากมือที่ไม่สะอาดไปยังตา จมูก หรือปาก

การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นก่อให้เกิดการแพร่ระบาดอีกรูปแบบ นั่นก็คือ การแพร่ระบาดของข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไวรัส หรือที่เรียกว่า “infodemic” (การแพร่ระบาดของข้อมูลที่ไม่เป็นจริง) โดยองค์การอนามัยโลก[i][ผม]

ด้วยข้อมูลที่มากมายเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือมีการแพร่ขยายความเชื่อที่ผิดในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการต่อต้านไวรัส จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นถูกต้องแม่นยำและมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ การสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งในระดับโลกและในท้องถิ่นเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือของข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 ตามมาด้วยสำนักข่าวระดับโลกและในท้องถิ่น

การสำรวจนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่พยายามต่อสู้กับการแพร่กระจายของไวรัสและเสริมสร้างความรู้ให้ผู้บริโภคทั่วโลก เมื่อเร็ว ๆ นี้ RB ได้ทำการบริจาคครั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือ การบริจาคเงินและผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัยมูลค่ารวม 5.5 ล้านปอนด์ ให้แก่ประเทศจีน ภายใต้แบรนด์ Dettol และบริจาคเงินจำนวน 550,000 หยวนเพื่อช่วยเหลือแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในมณฑลหูเป่ยผ่าน MJN ในธุรกิจโภชนาการสำหรับเด็กแรกเกิด

“เราสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลสุขอนามัยที่ดีเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อ และเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ในเวลาที่มีความกังวลหรือเมื่อมีการระบาดของโรค เช่น โควิด-19 เกิดขึ้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของ RB Dr. Bruce Charleswortth กล่าว

การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นจากผู้ใหญ่จำนวน 11,000 คน จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ ไทย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา การสำรวจแบบออนไลน์ประกอบด้วย 10 คำถาม จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 6-11 กุมภาพันธ์ 2020

[i] รายงานสถานการณ์ Novel Coronavirus (2019-nCoV) - 13. มีให้ที่: https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/situation-reports/20200202-sitrep-13-ncov-v3.pdf เข้าถึงล่าสุด 17.02.20

แหล่งที่มา: RB